Mobile conversion: แม้ว่า Conversion โดยเฉลี่ยบนเว็บไซต์จากเดสก์ท็อปจะยังคงสูงกว่าเวอร์ชั่นอุปกรณ์เคลื่อนที่ทั่วโลก โดยของเดสก์ท็อปจะอยู่ที่ประมาณ 3.82% และสำหรับอุปกรณ์เคลื่อนที่อยู่ที่ 1.32% ซึ่งความแตกต่างของตัวเลขนี้จะน้อยลงเรื่อย ๆ เนื่องจากการใช้งานโทรศัพท์มือถือที่เพิ่มมากขึ้นในแต่ละปี

ธุรกิจต่าง ๆ สามารถเพิ่มจำนวน Conversion ได้มากขึ้นโดยการปรับใช้กลยุทธ์การออกแบบหน้าเว็บไซต์แบบ Mobile-first ซึ่งยิ่งจำนวนผู้ใช้งานมีการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตจากโทรศัพท์มือถือเพิ่มมากขึ้นเท่าใด การใช้งานเว็บไซต์บนโทรศัพท์มือถือก็จะมากขึ้นเท่านั้น แลก็จะส่งผลให้จำนวน Conversion เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน

 

Responsive Mobile Design คืออะไร?

Responsive design คือการออกแบบหน้าเว็บไซต์ที่สามารถปรับขนาดเนื้อหาและองค์ประกอบต่าง ๆ ให้พอดีกับขนาดหน้าจอได้โดยอัตโนมัติเพื่อไม่ให้ภาพหรือเนื้อหามีขนาดใหญ่ไปกว่าความกว้างของหน้าจอ ทำให้ผู้ใช้งานบนอุปกรณ์เคลื่อนที่สามารถใช้งานได้อย่างสะดวกสบาย

วัตถุประสงค์หลักของการใช้งานคือ ไม่จำเป็นต้องมีการปรับขนาด เลื่อน ซูม หรือแพนนิ่ง เพื่อดูข้อมูลบนหน้าเว็บที่มักจะเกิดขึ้นกับเว็บไซต์ที่ไม่มีการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับอุปกรณ์ต่าง ๆ ซึ่งการใช้งานเว็บไซต์เหล่านี้ไม่เพียงแต่จะสร้างความลำบากแล้ว แต่ยังอาจส่งผลให้คุณเสียลูกค้าได้เพราะไม่สามารถตอบสนองการใช้งานของพวกเขาได้

นอกจากนี้ยังช่วยทดแทนการออกแบบหน้าเว็บไซต์สำหรับมือถือโดยเฉพาะ ซึ่งปัจจุบันคุณไม่จำเป็นต้องออกแบบหน้าเว็บแยกสำหรับหน้าจอขนาดต่าง ๆ แล้ว คุณแค่ออกแบบหน้าเว็บไซต์แบบ Web Responsive เว็บเดียวที่สามารถปรับขนาดขึ้นหรือลงได้โดยอัตโนมัติเพื่อให้เหมาะสมกับอุปกรณ์ที่กำลังใช้งานอยู่                             

เพื่อให้ประสบการณ์การใช้งานเว็บไซต์ที่ดีที่สุดและสามารถดูได้บนอุปกรณ์ทุกประเภทได้อย่างสะดวกต่อการใช้งาน

Adaptive Mobile Design คืออะไร?

แตกต่างจาก Web responsive การออกแบบเว็บแบบ Adaptive design จะมีมากกว่าหนึ่ง layout ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ โดยจะมี layout หลายแบบสำหรับหน้าจอขนาดต่าง ๆ ดังนั้นการใช้งาน layout จะขึ้นอยู่กับขนาดของหน้าจอที่กำลังเข้าชมเว็บไซต์ เช่น โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ตและคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อป โดย layout เหล่านี้จะ standby รอจนกว่าจะมีคนเข้าชมเว็บไซต์และเว็บไซต์ก็จะตรวจจับประเภทของอุปกรณ์ จากนั้นจึงจะแสดงผล layout ที่เหมาะสมสำหรับอุปกรณ์นั้น ๆ และเพื่อให้ครอบคลุมกับอุปกรณ์เคลื่อนที่เพิ่มมากขึ้นคุณก็ต้องใช้ layout จำนวนมากขึ้นด้วยเช่นกัน

Adaptive design มีประโยชน์สำหรับการอัพเดทเว็บไซต์ที่มีอยู่แล้ว ซึ่งแทนการที่ต้องใช้งานเว็บไซต์รูปแบบเดียวกับหน้าจอขนาดต่าง ๆ Adaptive จะช่วยให้คุณสามารถควบคุมการออกแบบและพัฒนาเฉพาะสำหรับแต่ละวิวพอร์ตได้ ซึ่งจำนวนวิวพอร์ตที่ต้องการออกแบบนั้นแล้วแต่คุณหรือบริษัทและงบประมาณโดยรวมที่มี โดย Adaptive design สามารถให้การควบคุมการทำงานของเว็บไซต์ได้ดีในระดับนึงโดยที่ไม่จำเป็นต้องลงทุนใช้ Responsive design

Web Responsive vs. Adaptive: ทั้งสองประเภทนี้แตกต่างกันอย่างไร?

 

Web Responsive โดยปกติแล้วจะทำยากกว่า ซึ่งจะต้องให้ความละเอียดมากกับ CSS และการจัดระเบียบของเว็บไซต์เพื่อให้แน่ใจว่าฟังก์ชันและคุณลักษณะต่าง ๆ สามารถตอบสนองได้ดีกับหน้าจอทุกขนาด ซึ่งแน่นอนการสร้าง layout เพิ่มเติมสำหรับเว็บไซต์นั้นง่ายกว่าการสร้าง layout เดียวที่สามารถใช้งานได้กับหน้าจอทุกขนาด

Adaptive จะให้ความยืดหยุ่นน้อยกว่า และผลลัพธ์ที่ได้จากการออกแบบจะไม่สามารถแสดงผลได้ดีกับหน้าจอทุกขนาดเสมอไป ดังนั้นถ้าหากในอนาคตมีการเปิดตัวอุปกรณ์รุ่นใหม่ที่มีขนาดหน้าจอขนาดใหม่ออกมากว่าปกติ layout จะไม่สามารถปรับให้พอดีได้โดยอัตโนมัติ

Web Responsive สามารถโหลดได้เร็วกว่า เว็บไซต์ Responsive เพียงแค่โหลด layout เดียวที่สามารถใช้งานได้กับทุกแพลตฟอร์มในขณะที่แบบ Adaptive จะต้องโหลด layout ที่ใกล้เคียงทั้งหมด ยกเว้นคุณจะเปรียบเทียบเว็บไซต์ Responsive ที่มี 100 หน้า เว็บไซต์ Adaptive ที่มี 10 หน้า

Responsive design จะให้ความสมูท ส่วน Adaptive design จะเป็นการ snap ให้พอดีกับหน้าจอ Web Responsive จะให้ความสมูทเนื่องจาก layout สามารถเปลี่ยนได้แบบง่ายดาย ไม่ว่าจะดูบนหน้าจอขนาดใดก็ตาม แต่ในทางกลับกัน Adaptive design จะเปลี่ยนการแสดงผลแบบทันทีเนื่องจากต้องเปลี่ยน layout ให้เหมาะสมกับอุปกรณ์ที่ใช้งาน

 

แล้วแบบไหนดีกว่ากัน?

          Adaptive design เป็นตัวเลือกที่ดีกว่าในการปรับแต่งเว็บไซต์ที่มีอยู่แล้วเนื่องจากสามารถทำให้ใช้งานกับอุปกรณ์เคลื่อนที่ได้ง่ายมากขึ้น และสามารถช่วยให้คุณออกแบบและพัฒนาสำหรับเฉพาะแต่ละวิวพอร์ตได้และยังสามารถให้การควบคุมการทำงานของเว็บไซต์ได้ดีในระดับนึงโดยที่ไม่จำเป็นต้องใช้ Responsive design

          แต่ Responsive design ก็สามารถให้ประโยชน์มากมาย เช่น ความคุ้มค่า ความยืดหยุ่น การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งาน SEO ประสบการณ์การใช้งานที่ดีขึ้นและความสะดวกในการจัดการ ปัจจุบันเว็บไซต์ใหม่ส่วนใหญ่มักจะใช้ Responsive เนื่องจากได้รับการออกแบบให้ง่ายขึ้นสำหรับนักออกแบบและนักพัฒนามือใหม่ และมีธีมให้เลือกมากมายผ่านระบบ CMS เช่น WordPress, Joomla และ Drupal ดังนั้นการออกแบบหน้าเว็บไซต์แบบ Web Responsive จึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมมากกว่าในปัจจุบัน

 

จ้างทำเว็บไซต์ ที่ไหนดี  GeniusWebb ตอบโจทย์ ออกแบบเว็บสวย ปั่นติด Google 

 

Sources

http://mediumwell.com/responsive-adaptive-mobile

https://www.webfx.com/web-design/why-responsive-design-important.html

https://css-tricks.com/the-difference-between-responsive-and-adaptive-design

https://anglestudios.co.uk/blog/why-mobile-first-web-design-is-becoming-more-important

https://www.uxpin.com/studio/blog/responsive-vs-adaptive-design-whats-best-choice-designers

 

B07-08-geniusgraphic_com-MTTA_THA

ความแตกต่างระหว่างการออกแบบหน้าเว็บไซต์แบบ Responsive mobile และ Adaptive mobile แบบไหนดีกว่ากัน?

ทำไมการออกแบบหน้าเว็บไซต์เพื่อทำเว็บให้รองรับมือถือ (Mobile Design) ถึงเป็นสิ่งสำคัญ?

        ปัจจุบันโทรศัพท์มือถือกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเราทุกคนและผู้ใช้งานจำนวนมากหันมาใช้งานเว็บไซต์ผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานผ่านแท็บเล็ตหรือสมาร์ทโฟน ส่งผลให้การทำเว็บเพื่อให้รองรับมือถือที่นั้นมีความสำคัญและจำเป็นมากในปัจจุบัน โดยการใช้งานที่ง่ายและสามารถรองรับกับทุกอุปกรณ์จะช่วยเพิ่มจำนวนผู้เช้าชมเว็บไซต์ได้ ดังนั้นเว็บไซต์ของคุณควรให้ความสำคัญกับการรองรับการใช้งานกับอุปกรณ์เคลื่อนที่ต่าง ๆ

         การค้นหาข้อมูลผ่านโทรศัพท์มือถือนั้นมีความแตกต่างจากการค้นหาผ่านเดสก์ท็อป โดยการค้นหาผ่านเดสก์ท็อปจะสามารถให้ผลลัพธ์และข้อมูลที่ละเอียดกว่า แต่สำหรับโทรศัพท์มือถือแล้วผู้ใช้งานต้องการได้รับความสะดวกรวดเร็วและข้อมูลที่เข้าใจได้ง่าย ดังนั้นควรจัดการเนื้อหาให้ดีโดยการจัดลำดับความสำคัญว่าข้อมูลส่วนไหนควรมาก่อนหรือมาหลังโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องทำเว็บเพื่อให้รองรับมือถือ และนักออกแบบควรลดการใช้งานฟังก์ชันและองค์ประกอบต่าง ๆ ที่ไม่จำเป็นเพื่อโฟกัสเฉพาะสิ่งที่สำคัญ

 


ประโยชน์ของการมีเว็บไซต์แบบ Mobile-First หรือการทำเว็บเพื่อรองรับมือถือเป็นหลัก

การจัดอันดับเว็บไซต์ของ Google: ในปี 2010 Eric Schmidt ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ในงาน Mobile World Congress ซึ่ง Google ก็เริ่มดำเนินงานมาเรื่อย ๆ โดยปัจจุบันพวกเขาใช้ระบบ Mobile-first indexing สำหรับการจัดลำดับเว็บไซต์มากกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนเว็บไซต์ทั้งหมดทั่วโลก โดยการจัดลำดับแบบ Mobile-frist คือการจัดลำดับโดย Google จะดูเว็บไซต์เวอร์ชั่นอุปกรณ์เคลื่อนที่ ให้มาก่อนเว็บไซต์เวอร์ชั่นเดสก์ท็อป และประโยชน์ของการใช้กลยุทธ์การออกแบบ แบบ Mobile-first คือสามารถเพิ่มโอกาสในการจัดอันดับเว็บไซต์ให้สูงขึ้นใน Google ได้