6. ประวัติของโดเมน: การที่เว็บไซต์มีการเปลี่ยนชื่อเจ้าของ (ผ่าน whois) หรือหมดอายุแต่ไม่มีการต่ออายุหลายๆ ครั้ง ก็เป็นสิ่งที่บอก google ให้ “คืนการตั้งค่าทั้งหมด” ของประวัติของเว็บไซต์ ลบลิงค์ที่ชี้ไปยังโดเมน


7. โดเมนที่มีชื่อโดเมนตรงกับคีย์เวิร์ด: EMDs อาจทำให้อันดับคุณขึ้น…ถ้านี่เป็นเว็บไซต์คุณภาพ แต่หาก EMD นั้นสร้างจากเว็บไซต์คุณภาพต่ำ มันก็เสี่ยงต่อการลดอันดับโดเมนลง  โดย Matt Cutts ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ในEMD Update ว่า:

8. การเปิดเผยหรือเป็นสาธารณะของโดเมน whois:

การไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวเจ้าของโดเมน whois อาจเป็นสัญญาณของ “บางอย่างที่ซ่อนเร้น” ซึ่ง Matt Cuttsกล่าวโดยอ้างอิงจาก Pubcon ปี 2006 ว่า:

 

“…เมื่อเราตรวจสอบการจดโดเมน whois ส่วนมากพบว่าพวกเขาเลือกจดแบบ “ที่มีบริการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล” นั่นเป็นเรื่องแปลกทีเดียว …การเลือกจดแบบ private whois ไม่ใช่เรื่องแย่แต่เมื่อคุณดูปัจจัยเหล่านี้หลายๆ อย่างรวมกัน คุณกำลังพูดถึงประเภทของเว็บมาสเตอร์ที่มีอยู่หลากหลายมากกว่าคนๆ หนึ่งที่มีเว็บไซต์เดียว”

 

9. การลงโทษโดยผู้ใช้ข้อมูล whois: หาก Google ระบุได้ว่าบุคคลใดแสปม ก็ถือได้ว่ากระทำกับเว็บไซต์อื่นๆ โดยมีเจ้าของคนเดียวกันนั้น

10. นามสกุลโดเมนในประเทศ:มีรหัสประเทศในนามสกุลโดเมน เช่น .cn, .pt, .ca อาจช่วยส่งผลให้เว็บไซต์นั้นทำอันดับได้ดีในประเทศนั้นๆ…แต่อาจส่งผลต่อการจัดอันดับเว็บไซต์ระดับสากลที่ลดลง

 

ปัจจัยในการจัดอันดับหน้าเว็บ

 

11. คีย์เวิร์ดในหัวข้อเว็บหรือTitle Tag: Title Tag เป็นสิ่งสำคัญที่สุดรองลงมาจากเนื้อหาของหน้าเว็บ (นอกจากเนื้อหาหน้าเว็บ) และเพราะฉะนั้นมันจึงส่งผลต่อการปรับแต่ง SEO โดยอาศัยปัจจัยภายใน (On-page)

 

12. ใส่คีย์เวิร์ดเป็นคำแรกของหัวข้อเว็บหรือTitle Tag:จากข้อมูลของ Moz data หัวข้อเว็บหรือ Title Tag จะเริ่มต้นด้วยคีย์เวิร์ดที่มีแนวโน้มจะแสดงผลได้ดีกว่า Title Tag กับคีย์เวิร์ดที่วางไว้ด้านหลังของ Tag ดังรูป:

13. คีย์เวิร์ดในเนื้อหา Tag: เป็นตัวบ่งบอกการจัดอันดับ ไม่มีความสำคัญในตอนนี้แต่ยังคงสร้างความแตกต่างได้

 

14. คีย์เวิร์ดที่ปรากฏในชื่อเรื่องหรือ H1 Tag: H1 Tag เป็น “ชื่อเรื่องลำดับที่สอง” ที่ส่งสัญญาณที่ดีไปยัง Google จากผลการศึกษาเชิงสัมพันธ์ดังรูป:

15. ใช้คีย์เวิร์ดในข้อความนั้นบ่อยๆ ในบทความ: มีคีย์เวิร์ดปรากฏมากกว่าส่งผลต่อการจัดอันดับ


16. ความยาวของบทความ: บทความที่มีจำนวนคำมากๆ ย่อมส่งผลดีกว่าบทความที่มีจำนวนคำสั้นๆ ซึ่ง SERPIQ พบว่าความยาวของบทความสัมพันธ์กับอันดับเฉลี่ยของคีย์เวิร์ดที่ต้องการหรือ SERP Position ดังรูป:

17. ความหนาแน่นของคีย์เวิร์ด:ถึงแม้ว่าจะไม่สำคัญเมื่อแต่ก่อน แต่ความหนาแน่นของคีย์เวิร์ดเป็นสิ่งที่ Google ใช้ตัดสินใจหัวข้อของหน้าเว็บ แต่การใช้คีย์เวิร์ดมากเกินไป ย่อมส่งผลเสียเช่นกัน

 

18. Latent Semantic Indexing Keywords in Content (LSI): คีย์เวิร์ดช่วยให้เซิร์จเอนจิ้นสกัดความหมายจากคำที่มีความหมายมากกว่า 1 ความหมาย (Apple บริษัทคอมพิวเตอร์ vs. ผลไม้) การเน้นคำ/การขาดคำที่เป็น LSI อาจส่งผลต่อคุณภาพเนื้อหาของเว็บ

 

19. เน้นคีย์เวิร์ดที่เป็น LSI ในหัวข้อและเนื้อหาของ Tag:คีย์เวิร์ดที่เน้น LSI ในหน้า meta tagจากเนื้อหาหน้าเพจอาจช่วยให้ Google แยกแยะคีย์เวิร์ดที่เหมือนกันซึ่งส่งผลดีต่อการจัดอันดับ

 

20. ความเร็วในการโหลดหน้าเว็บผ่าน HTML:ทั้ง Google และ Bing ใช้ความเร็วในการโหลดหน้าเว็บเป็นปัจจัยในการจัดอันดับ เซิร์จเอนจิ้นสามารถคาดการณ์ความเร็วของหน้าเว็บคุณได้แม่นยำมากโดยดูจากโค้ดของหน้าและขนาดของไฟล์

 

21. เนื้อหาที่ซ้ำกัน: เนื้อหาที่เหมือนๆ กันในเว็บไซต์เดียวกัน (แม้ว่าจะปรับแก้เพียงเล็กน้อย) สามารถสร้างอิทธิพลเชิงลบให้กับการแสดงในหน้าผลการค้นหาของเว็บ

 

22. การใช้ Rel=Canonical: เมื่อใช้อย่างเหมาะสม การใช้ tag นี้จะช่วยให้ Google เข้าใจว่าหน้านี้ไม่ได้สร้างเนื้อหาซ้ำกัน

 

23. ความเร็วในการโหลดหน้าเว็บผ่าน Chrome: Google อาจใช้ข้อมูลผู้ใช้งานเบราวเซอร์ Chrome ช่วยจัดการการโหลดหน้าเว็บ ความเร็วของเซิร์ฟเวอร์ การใช้ CDN และความเร็วของเว็บที่ไม่ใช่ HTML

 

24. การทำ SEO ให้กับรูปภาพ: ไม่ว่าจะเป็นภาพปรับแต่งหน้าเว็บ ชื่อไฟล์,alt text, title, description, caption ของรูปล้วนส่งผลต่อการจัดอันดับทั้งสิ้น

 

25. ความสดใหม่ของบทความที่มีการอัพเดทต่อเนื่อง: Google Caffeineจะสร้างขึ้นมาเพื่ออัพเดทคอนเท็นต์ที่มีเวลาการค้นหายิ่งใหม่กว่ายิ่งเป็นผลดีต่อการจัดอันดับ การเน้นปัจจัยนี้ว่ามีความสำคัญ Google จะแสดงวันที่หน้าเว็บอัพเดทล่าสุดสำหรับบางหน้าของเว็บดังรูป

26. การอัพเดทคอนเท็นต์ต่อเนื่อง:ความสำคัญของการแก้ไขและเปลี่ยนแปลงเป็นปัจจัยเรื่องความสดใหม่ การเพิ่มเติมหรือลบหลายๆ ตอนในหน้าทั้งหมดนั้นจะดีกว่าการปรับเปลี่ยนเพียงไม่กี่คำ

 

27. ความถี่ในการแก้ไขหน้าเว็บ: หน้าเว็บได้อัพเดทบ่อยแค่ไหน? รายวัน, รายสัปดาห์, ทุกๆ 5 ปี? การอัพเดทหน้าบ่อยๆ จะช่วยให้เกิดการรับรู้ถึงความสดใหม่

 

28. การมีคำที่ต้องการเน้นให้ปรากฏ: การใส่คีย์เวิร์ดลงไปใน 100 คำแรกของหน้าบทความจะช่วยให้การจัดอันดับ google ดีขึ้น

 

29. คีย์เวิร์ดใน H2, H3 Tags: ใส่คีย์เวิร์ดที่ต้องการให้ปรากฏในหัวเรื่องรองใน H2 หรือ H3 บางทีอาจส่งผลที่ลดลงต่อการจัดอันดับ ซึ่ง Moz’s panel ก็เห็นตรงกันว่า:

30. การเรียงลำดับคำของคีย์เวิร์ด: การเรียงคีย์เวิร์ดที่ถูกต้องตรงกับเนื้อหาหน้าเว็บช่วยให้อันดับดีขึ้นมากกว่าใช้ข้อความที่เป็นคีย์เวิร์ดอย่างเดียวกันในหลายๆ หน้า ตัวอย่างเช่น “cat shaving techniques” หน้าที่ทำ SEO กับข้อความ “cat shaving techniques” จะทำอันดับได้ดีกว่าหน้าที่ทำ SEO “techniques for shaving a cat” สิ่งนี้สะท้อนว่าเหตุใดการทำ  keyword research จึงสำคัญ สำคัญมากจริงๆ

 

31. การทำลิงค์ออกไปยังเว็บคุณภาพอื่นๆ:ส่วนใหญ่นัก SEO หลายคนมองว่าการทำลิงค์ส่งออกไปยังเว็บคุณภาพจะช่วยให้เว็บนั้นน่าเชื่อถือในสายตา Google

 

32. การทำลิงค์ที่มีธีมนั้นๆ ออกไปยังเว็บอื่น:จากการศึกษาของ Moz  เซิร์จเอ็นจิ้นจะใช้คอนเท็นต์หน้าเว็บคุณลิงค์ไปยังเว็บหน้านั้นซึ่งเป็นการบอก Google ว่าเป็นเว็บเกี่ยวกับเรื่องนั้น ยกตัวอย่างเช่น หากคุณมีหน้าเว็บเกี่ยวกับรถที่ลิงค์ไปยังหน้าภาพยนตร์ สิ่งนี้จะบอก Google ว่าหน้าเว็บคุณเกี่ยวกับภาพยนตร์รถยนต์ ไม่ใช่ยานยนต์เลย

 

33. การใช้ไวยากรณ์และการสะกดคำที่ถูกต้อง: การใช้ไวยากรณ์และการสะกดคำที่ถูกต้องจะบ่งบอกถึงคุณภาพของเว็บ ถึงแม้ว่า Cutt จะส่งสารถึงเรื่องนี้ในปี 2011 เกี่ยวกับประเด็นนี้ว่าสำคัญหรือไม่

 

34. บทความที่เขียนขึ้นโดยตรงเฉพาะเว็บ:บทความเป็นบทความที่เขียนขึ้นใหม่หรือไม่? หากว่าเป็นบทความที่คัดลอกมาจากหน้าดัชนีจะไม่ช่วยให้ทำอันดับได้ดีสุดท้ายมันจะไปอยู่ในหน้าดัชนีเสริมหรือSupplemental Index

 

35. บทความเสริมที่เป็นประโยชน์:จากเอกสารคู่มือการให้คะแนนของ Google ที่ตีพิมพ์เผยแพร่แก่สาธารณะบอกว่า เนื้อหาเสริมที่เป็นประโยชน์จะเป็นตัวบ่งชี้คุณภาพของหน้าเว็บ (และส่งผลต่อไปถึงการจัดอันดับของ Google) ยกตัวอย่างเช่น การแปลงค่าสกุลเงิน การคำนวณดอกเบี้ยเงินกู้ และสูตรอาหารที่เชื่อมโยงประสบการณ์ของผู้ใช้

 

36. จำนวนลิงค์ออกไปยังเว็บอื่น: OBLs ที่มากเกินจำเป็นทำให้การจัดอันดับ “รั่วไหล” ส่งผลเสียต่อการจัดอันดับ

 

37. มัลติมีเดีย:ภาพวิดิโอ และองค์ประกอบทางมัลติมีเดียอื่นๆ จะถูกมองว่าเป็นเนื้อหาที่มีคุณภาพซึ่งส่งผลต่อการจัดอันดับ

 

38. จำนวนของลิงก์ภายในเว็บเดียวกันที่ลิงก์มาหาหน้าเว็บ:จำนวนของลิงก์ภายในเว็บเดียวกันที่ลิงก์มาหาหน้าเว็บเกี่ยวข้องกับหน้าเว็บอื่นๆ ที่ลิงก์มายังเว็บนั้น

 

39. คุณภาพของลิงก์ภายในเว็บเดียวกันที่ลิงก์มาหาหน้าเว็บ:ลิงก์ภายในเว็บเดียวกันจากหน้าเว็บโดเมนคุณภาพส่งผลดีต่ออันดับอย่างมากกว่าเว็บที่ไม่มีหรือมีค่า PR ต่ำ

 

40. ลิงค์เสียจำนวนมาก:มีลิงก์เสียจำนวนมากหน้าเว็บอาจส่งผลเสียต่ออันดับในแง่ที่ว่าเว็บนั้นถูกทิ้งร้างไว้ หรือถูกละเลยไม่ได้เอาใจใส่จากเจ้าของเว็บ เอกสารคู่มือการให้คะแนนของ Google ใช้ปัจจัยการมีลิงค์เสียจำนวนมากเป็นส่วนหนึ่งของการประเมินคุณภาพของหน้าแรกของเว็บ

 

41. ระดับการอ่าน: ไม่ต้องสงสัยเลยว่า Google ใช้ระดับการอ่านซึ่งมีทั้งขั้นต้นขั้นกลาง และขั้นสูงของเว็บเพจจะช่วยในการจัดอันดับ ยิ่งเว็บมีระดับการอ่านสูงก็ยิ่งได้อันดับดีดังสถิติการจัดระดับการอ่านที่เห็นดังรูป:

แต่ข้อมูลนี้ยังมีประเด็นที่ถกเถียงกันอยู่ บางคนกล่าวว่าระดับการอ่านขั้นต้นช่วยให้อันดับดีกว่าเพราะเข้าถึงคนส่วนใหญ่ แต่บางคนก็ใช้เว็บที่มีระดับการอ่านขั้นต้นอย่างเช่น Ezine Articles

 

42. ลิงค์ affiliate: การมีลิงค์ affiliate ไม่ได้ส่งผลเสียอะไรต่ออันดับตราบใดที่คุณไม่ได้ใส่มันมากเกินไป ซึ่งอาจทำให้ Google เพ่งเล็งได้ว่าเป็นเว็บ “thin affiliate site” คือเป็นเว็บที่มีเนื้อหาน้อยเกินไป แต่มีลิงค์ affiliate มากเกินไป

 

43. การใส่ tag html ที่ผิดพลาดและ/หรือขาดการตรวจสอบ W3C :มีข้อผิดพลาดของการใส่ HTML จำนวนมากหรือการโค้ดที่ไม่ระวังส่งผลให้เว็บนั้นไม่มีคุณภาพ แต่ยังมีประเด็นข้อถกเถียงในเรื่องนี้ ผู้ที่ทำงานด้าน SEO เชื่อว่าการตรวจสอบ WC3 ให้สัญญาณว่าเว็บนั้นไม่มีคุณภาพซึ่งเป็นในทางตรงข้าม

 

44. หน้าเว็บของโดเมนที่มี authority:หน้าเว็บของโดเมนที่มี authorityมากกว่าย่อมส่งผลต่อการจัดอันดับที่สูงกว่าหน้าเว็บของโดเมนที่มี authority น้อยกว่า

 

45. Pagerank ของหน้าเว็บ:ไม่ได้สัมพันธ์กันเสมอไป แต่โดยส่วนใหญ่หน้าเว็บที่มีค่า PR สูงกว่าย่อมมีแนวโน้มที่จะได้อันดับสูงกว่าหน้าเว็บที่มีค่า PR ต่ำ

 

46. ความยาวของ URL:  ให้แง่คิดไว้ว่าหากใช้ URLs ที่มีความยาวมากเกินไปอาจส่งผลเสียต่อการมองเห็นผลลัพธ์การค้นหา

 

47. ที่อยู่ URL หรือ URL Path: หากหน้านั้นอยู่ใกล้กับหน้าแรกของเว็บก็ย่อมได้ authority ดีกว่าหน้าอื่น

 

48. ผู้มีสิทธิ์แก้ไขหน้าเว็บที่เป็นมนุษย์: ถึงแม้ว่ายังไม่มีการพิสูจน์ แต่ Google เองก็มีสิทธิบัตรที่เปิดให้ผู้มีสิทธิ์แก้ไขหน้าเว็บที่เป็นมนุษย์จริงๆ สามารถแก้ไขบางอย่างในระบบที่อาจส่งผลต่ออันดับเฉลี่ยของคีย์เวิร์ดที่ต้องการหรือ SERPs

 

49. หน้าหมวดหมู่: หน้าหมวดหมู่ที่รวบรวมเนื้อหาคล้ายกันเข้าด้วยกันเป็นสัญญาณที่ดี หน้าที่มีหมวดหมู่เนื้อหาใกล้เคียงกันจะได้อันดับที่ดีกว่าหน้าที่ใส่หมวดหมู่ที่ไม่เกี่ยวข้องหรือเกี่ยวข้องกันน้อย

 

50. ป้ายกำกับ WordPress: ป้ายกำกับ Wordpress เป็นสัญญาณที่ดี จาก Yoast.com พูดถึงเรื่องนี้ว่า:

“สิ่งเดียวที่จะยกระดับ SEO ของคุณได้คือ ต้องเชื่อมโยงเนื้อหาคล้ายกันเข้าด้วยกัน โดยเฉพาะกลุ่มโพสต์ที่มีเนื้อหาคล้ายกันเข้าด้วยกัน”

 

51. การมีคีย์เวิร์ดใน URL:ให้สัญญาณที่ดีต่อการจัดอันดับ

 

52.URL Strings :  หมวดหมู่ใน URLString ซึ่งอ่านได้โดย Google และช่วยในการจัดอันดับซึ่งทำให้รู้ว่าหน้าเว็บเป็นเรื่องอะไรดังรูป:

53. การอ้างอิงและแหล่งที่มา:หน้าเว็บที่มีการอ้างอิงและบอกแหล่งที่มา เช่น เอกสารรายงานการวิจัย อาจบอกถึงคุณภาพของเว็บนั้น ซึ่งเอกสารคู่มือคุณภาพของ Google ก็ยังบอกไว้ด้วยว่าผู้รีวิวบทความควรใส่ใจในรายละเอียดเกี่ยวกับแหล่งที่มาว่าบทความที่เห็นแต่ละหน้านั้นมีแหล่งที่มาหรือไม่: “นี่เป็นหัวข้อที่ผู้เชี่ยวชาญและ/หรือแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือเป็นสิ่งสำคัญ…” อย่างไรก็ตาม Google ปฏิเสธว่าเขาใช้ลิงค์จากภายนอกไปยังหน้าเว็บนั้นมาช่วยในการจัดอันดับ

 

54. การใช้สัญลักษณ์แสดงหัวข้อย่อยหรือ Bullets และตัวเลขต่างๆ: การใช้สัญลักษณ์แสดงหัวข้อย่อยหรือ Bullets และตัวเลขต่างๆจะช่วยแบ่งบทความให้ผู้อ่านอ่านง่ายขึ้น ทำให้บทความนั้นเป็นมิตรต่อผู้อ่านมากขึ้น Google ชอบเนื้อหาที่มีการใช้สัญลักษณ์แสดงหัวข้อย่อยหรือ Bullets และตัวเลขต่างๆ

 

55. ลำดับของหน้าใน sitemap:การจัดลำดับหน้าที่สำคัญมาก่อนในไฟล์sitemap.xml อาจส่งผลต่อการจัดอันดับ

 

56. การส่งลิงค์ออกมากเกินไป: Quality rater documentกล่าวว่า: 

“หน้าบางหน้ามีลิงค์มากเกินไป จนทำให้เบี่ยงเบนความสนใจไปจากเนื้อหาหลัก”

 

57. จำนวนคีย์เวิร์ดอื่นในหน้านั้นในการจัดอันดับ:หากหน้านั้นในการจัดอันดับมีหลายๆ คีย์เวิร์ดอาจเป็นสัญญาณให้ Google จัดอันดับว่าเป็นหน้าคุณภาพ

 

58. อายุของหน้า:ถึงแม้ว่า Google จะชอบคอนเท็นต์ที่สดใหม่ แต่หน้าเก่าๆ ที่อัพเดทต่อเนื่องอาจให้ผลดีกว่าหน้าเว็บใหม่

 

59. หน้าตาเว็บที่เป็นมิตรกับผู้อ่าน:อ้างอิงจากGoogle Quality Guidelines Document อีกครั้งว่า:

“หน้าตาเว็บที่มีคุณภาพสูงจะส่งผลให้คอนเท็นต์หลักซึ่งมองเห็นได้ในผลลัพธ์การค้นหา”

 

60. Parked Domains: Google ได้ให้ความสำคัญของ Parked Domain น้อยลงตั้งแต่การอัพเดทในเดือนธันวาคมปี 2011

 

61. คอนเท็นต์ที่มีประโยชน์:  Jared Carrizles ผู้อ่านของ Backlinko ได้ชี้ว่า Google อาจแยกความแตกต่างของคอนเท็นต์ระหว่าง “คุณภาพ” และ “ประโยชน์” 

ปัจจัยเรื่องระดับ

62. บทความที่ให้สาระประโยชน์เชิงลึก: Google กล่าวว่า กำลังไล่ล่าเว็บที่ไม่มีบทความใหม่ๆ หรือมีประโยชน์ โดยเฉพาะเว็บ“thin affiliate”

 

63. หน้าติดต่อเรา: Google Quality Documentกล่าวว่าเขาชอบหน้าเว็บที่ “มีข้อมูลติดต่อได้เพียงพอ” และถ้าข้อมูลการติดต่อตรงกับข้อมูล whois ก็ยิ่งดี

 

64. Domain Trust/TrustRank: วัดจากลิงค์ที่เว็บคุณได้จากเว็บอื่นๆ มี Trust Rank สูงโดยเฉพาะมาจาก seed sites ซึ่งสำคัญต่อการจัดอันดับมาก

 

65. โครงสร้างเว็บ: โดยเฉพาะโครงสร้างเว็บแบบ silo จะช่วยให้ Google จัดการคอนเท็นต์ในเว็บของคุณได้เป็นอย่างดี

 

66. การอัพเดทเว็บบ่อยๆ: โดยเฉพาะหากเนื้อหามีการอัพเดทบ่อยๆ  —และโดยเฉพาะเมื่อคอนเท็นต์ใหม่ได้เพิ่มไปยังเว็บ จะเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อความสดใหม่ของเว็บและมีผลดีต่อการจัดอันดับ

 

67. จำนวนหน้าเว็บ: เว็บที่มีจำนวนหน้าเยอะ ทำให้ Google มองว่าเว็บขนาดใหญ่ช่วยแยกความแตกต่างจาก  “thin affiliate site”

 

68. การมีไฟล์ sitemap: sitemap ช่วยให้เซิร์จเอ็นจิ้นทำ index หน้าเว็บของคุณได้ง่าย และละเอียด เพิ่มการมองเห็นในผลลัพธ์การค้นหา

 

69. Site Uptime: การที่เว็บ down จากการซ่อมบำรุงเว็บหรือปัญหาเซิร์ฟเวอร์อาจส่งผลเสียต่ออันดับของคุณ (และสามารถส่งผลต่อการไม่ทำ index คือไม่แสดงผลในเซิร์จเอ็นจิ้นหากข้อมูลไม่ถูกต้อง

 

70. ที่อยู่ของเซิร์ฟเวอร์: ที่อยู่ของเซิร์ฟเวอร์อาจมีผลให้อันดับของเว็บคุณมีอันดับแตกต่างกันออกไปตามแต่ละภูมิภาคของแต่ละประเทศ โดยเฉพาะเมื่อเป็นการค้นหาแบบเจาะจงพื้นที่

 

71. SSL Certificate:  Google ยืนยันว่าพวกเขาทำการเก็บข้อมูล SSL certificate ด้วย ดังนั้นนี่จึงเป็นเหตุผลอย่างหนึ่งว่า Google อาจจะจัดอันดับเว็บอีคอมเมิร์ซที่มี SSL certificates และใช้ HTTPS เป็นตัวจัดอันดับ

 

72. เงื่อนไขการให้บริการและหน้าส่วนตัว:สองหน้านี้จะช่วยบอก Google ว่าเว็บไซต์นี้เป็นเว็บที่มีความน่าเชื่อถือในโลกออนไลน์

 

73. เนื้อหาที่ซ้ำกันบนเว็บ:หน้าที่ซ้ำซ้อนและ meta information ที่เหมือนกันทุกหน้าในเว็บอาจจะทำให้เว็บไซต์ของคุณอันดับต่ำลง

 

74. เมนูนำทางแบบ Breadcrumb: เป็นเมนูที่ช่วยให้ผู้เยี่ยมชม รวมไปถึง search engines รู้ว่าตอนนี้หน้าที่พวกเขาอยู่นั้นอยู่ตรงส่วนไหนของเว็บดังรูป:

ทั้งสองเว็บไซต์นี้ได้แก่ SearchEngineJournal.com และEthical SEO Consulting  อ้างว่ามันช่วยในการจัดอันดับด้วย​

 

75. การทำ SEO บนมือถือ:การออกแบบให้รองรับอุปกรณ์มือถือ การออกแบบเว็บไซต์ให้รองรับอุปกรณ์มือถือต่าง ๆ (responsive website) จะช่วยให้ติดอันดับที่ดีในการค้นหาโดยใช้อุปกรณ์มือถือในความเป็นจริงแล้วพวกเขาได้เพิ่ม “Mobile friendly tag” ไปยังเว็บเพื่อแสดงผลได้ดีขึ้นบนอุปกรณ์มือถือ Googleเริ่มลงโทษเว็บที่เป็น mobile search แต่ไม่ได้เป็นมิตรต่อผู้ใช้หรือ mobile friendly

 

76. YouTube: แน่นอนว่าวีดีโอเว็บ youtube สามารถทำอันดับใน google ได้ดี เหตุผลง่าย ๆ ก็แค่เจ้าของเดียวกันดังรูป:

ในความเป็นจริง ในผลการค้นหาพบว่า มี traffic ใน youtube เพิ่มมากขึ้นหลังจาก Google Panda

 

77. เว็บไซต์ที่มีส่วนติดต่อกับผู้ใช้:เว็บที่ยากต่อการใช้งาน หรือดูหน้าเว็บ จะทำให้อันดับแย่ลงเนื่องจากผู้เยี่ยมชมใช้เวลาบนเว็บไซต์น้อยกว่าเว็บทั่วไป รวมดูจำนวนหน้าที่ดูน้อยกว่า การกลับเข้ามาดูอีกครั้งที่ต่ำ

 

78. การใช้ google analytics และ google webmaster tools:หลายคนมีความเชื่อว่าถ้ามีการติดตั้งสองโปรแกรมนี้บนเว็บจะช่วยเรื่องการเก็บข้อมูล และส่งผลโดยตรงต่อการจัดอันดับเนื่องจากได้ให้ข้อมูลของเว็บคุณตามที่ google ต้องการ

 

79. คำวิจารณ์จากผู้เยี่ยมชม/ชื่อเสียงของเว็บไซต์: คำวิจารณ์บนเว็บไซต์ที่มีชื่อเสียงต่าง ๆ เช่น Yelp.com และ RipOffReport.comจะส่งผลต่อการจัดอันดับ Google ได้โพสต์ให้เห็นแนวทางการใช้สิ่งนี้เข้ามาร่วมจัดอันดับหลายครั้ง เพื่อให้ผู้ใช้สามารถให้คะแนนเว็บเพื่อลดปัญหาการสร้าง link ที่เน้นเรื่อง seo มากกว่าเป็น link ตามธรรมชาติ

 

ปัจจัยด้าน Backlink 

80. อายุของลิงก์จากโดเมน: ลิงก์จากเว็บที่มีอายุเก่าแก่ให้ผลดีมากกว่าลิงก์จากเว็บใหม่ๆ

 

81. # ลิงค์ที่ไปยัง Root Domains: จำนวนลิงก์ที่ลิงก์ไปที่หน้าหลักของเว็บ เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญในการจัดอันดับของ googleจากที่เห็นในชาร์ทนี้ของ Moz (แกนด้านล่างคือ SERP Position):

82. # ลิงค์จาก Separate C-Class IPs: จำนวนลิงค์ที่ลิงค์ไปที่หน้าหลักของเว็บ เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญในการจัดอันดับของ google

 

83. # ลิงค์จากหน้าต่างๆ: จำนวนของลิงค์ที่ได้จากเว็บที่มี IP class C แตกต่างกัน ยิ่งหลากหลายเท่าไหร่ก็ยิ่งเป็นผลดีกับเว็บคุณ

 

84. Alt Tag (สำหรับลิงค์รูปภาพ): อย่าลืมใส่ให้กับรูปภาพในเว็บคุณ

 

85. ลิงค์จากเว็บ .edu or .gov:แม้ว่า Matt Cutts เองจะบอกว่า ลิงค์จากเว็บพวกนี้ไม่ได้สำคัญกว่าลิงกค์จากเว็บทั่วๆ ไป แต่หลายคนไม่เชื่อ และมั่นใจว่าการได้ลิงค์จากเว็บ .edu และ .gov ส่งผลดีกว่าลิงค์จากเว็บทั่วไปแน่ๆ

 

86. ค่า Authority ของหน้าที่ทำลิงค์มายังหน้าเว็บคุณ: Pagerank ของหน้าที่ทำลิงค์มาหาเว็บคุณ ยิ่งสูงยิ่งดี

 

87. ค่า Authority ของเว็บที่ทำลิงค์มายังเว็บคุณ:การได้ลิงค์จากหน้าเว็บpr2 เหมือนกัน แต่หน้าหลักเว็บแรก pr3 ในขณะที่เว็บที่สองหน้าหลัก pr8Yale.edu การได้ลิงค์จากเว็บที่สองย่อมได้ผลดีกว่า

 

88. ลิงค์จากเว็บคู่แข่ง:  ลิงก์จากหน้าเว็บที่อยู่ในหน้าผลการจัดอันดับในคำเดียวกัน ย่อมส่งผลดีกับเว็บคุณในคำนั้น ๆ

 

89. การแชร์ในสื่อสังคมหรือหน้า Referral: ยิ่งจำนวนมากยิ่งมีคุณค่าในการจัดอันดับกับหน้านั้นๆ

 

90. ลิงค์จากเว็บที่ไม่พึงประสงค์: ลิงค์จาก “เว็บที่ไม่พึงประสงค์” เว็บต้องห้ามต่างๆ จะส่งผลเสียกับเว็บคุณ

 

91. การเขียนโพสต์จากบุคคลภายนอก: การเขียนโพสต์จากบุคคลภายนอกถือเป็นการทำ white hat SEO ลิงค์ที่ได้นั้นส่วนใหญ่จะได้ในส่วนของผู้เขียนข้อความนั้น ซึ่งถือว่ามีค่าน้อยกว่าลิงค์ในบทความ

 

92. ลิงค์ที่ไปยังหน้าแรกของเว็บในหน้านั้น:  การมีลิงค์ไปที่หน้าหลักบนหน้ารองๆ ของเว็บจะช่วยส่งผลต่อการจัดอันดับ

 

93. การทำลิงค์แบบ Do Follow: หนึ่งในหัวข้อที่เป็นที่ถกเถียงกันมากที่สุดใน SEO Google กล่าวว่า:

"โดยทั่วไปเราไม่ทำลิงค์แบบ Do Follow"

ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพวกเขาทำ ... อย่างน้อยในบางกรณี การมีลิงค์แบบ No Follow บางอย่างอาจบ่งบอกถึงโปรไฟล์ลิงค์ที่เป็นธรรมชาติและผิดปกติ

 

94. ความหลากหลายของลิงค์: ลิงค์จากหน้าประวัติส่วนตัวที่มี % ว่าเป็นลิงค์ด้อยคุณภาพ ลิงก์ส่วนใหญ่ที่คนทำ SEO ใช้กันอย่างเช่นลิงค์จากความคิดเห็นหรือประวัติส่วนตัว เป็นตัวบ่งชี้ว่าคุณพยายามโกงระบบอยู่

 

95. “Sponsored Links” หรือใช้คำว่า Around Link: คำที่เรียกเช่น  “sponsors”, “link partners” และ “sponsored links” อาจลดคุณค่าการจัดอันดับของลิงค์

 

96. Contextual Links: ลิงค์ที่ฝังอยู่ภายในเนื้อหาของหน้าเว็บถือว่ามีประสิทธิภาพมากกว่าลิงค์ในหน้าว่างหรือพบที่อื่นในหน้าเว็บ

ตัวอย่างของ contextual links คือ backlinks จาก guestographics


97. การทำ 301 Redirectส่งไปยังหน้ามากเกินไป: ลิงค์ที่มาจากการทำ 301 redirect ส่งผลกับค่า PR จาก  วิดิโอช่วยเหลือของเว็บมาสเตอร์


98. การทำ Backlink Anchor Text: จากคำอธิบายของ Google เรื่อง algorithm:
“อย่างแรกเลย anchor ส่วนใหญ่ให้คำอธิบายหน้าเว็บมากกว่าตัวเว็บเอง” anchor text link เป็นสิ่งที่ช่วยให้ google รู้ว่า จะจัดการอันดับให้เว็บด้วยคำว่าอะไร แต่หลังๆ ความสำคัญลดลงมากเนื่องจากมีการ spam anchor text link


99. การทำ Anchor Text Link ให้กับลิงค์ภายใน: การทำ anchor text link ให้กับลิงก์ภายในไปยังหน้าเว็บที่เกี่ยวกับคำนั้น ช่วยส่งผลต่อการจัดอันดับ แม้ว่าอาจไม่เหมือนการได้ลิงก์จากเว็บภายนอก


100. หัวข้อลิงค์: ข้อความที่ปรากฎขึ้นเมื่อคุณลากเมาส์ไปเหนือลิงก์นั้น เป็นอีกหนึ่งปัจจัยในการจัดอันดับ


101. นามสกุลโดเมนที่เป็นประเทศ: การได้ลิงค์พวกโดเมนดอทต่างๆ ที่เป็นชื่อประเทศ เช่น .de, .cn, .co.uk.จะช่วยให้เว็บของคุณทำอันดับได้ดีในประเทศนั้นๆ


102. ลิงค์สถานที่ในบทความ: ลิงค์ที่อยู่ในส่วนของบทความจะมีน้ำหนักมากกว่า ลิงค์ที่อยู่ตอนท้ายของบทความ


103. ที่อยู่ของลิงค์ในหน้า: การที่ลิงค์นั้นปรากฏในหน้านั้นเป็นจุดสำคัญอย่างหนึ่ง โดยทั่วไปแล้วลิงค์ในบทความของหน้านั้นจะมีพลังมากกว่าลิงค์ที่อยู่ด้านข้างหรือด้านล่างของเว็บ


104. การได้ลิงค์จากเว็บที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกัน: ยิ่งเป็นเว็บที่เฉพาะเจาะจง ยิ่งได้พลังจากเว็บเหล่านั้นมากกว่าได้ลิงค์จากเว็บที่ไม่เกี่ยวข้องกันนั่นเป็นสิ่งที่เป็นเหตุผลให้กลยุทธ์ที่ประสบผลในการทำ SEO ทุกวันนี้มาจากการโฟกัสที่ลิงค์ที่เกี่ยวข้องกัน


105. ระดับความเกี่ยวข้องของหน้า: Hilltop Algorithm บอกว่าลิงค์จากหน้าที่ใกล้เคียงกับบทความหน้าจะมีพลังมากกว่าได้ลิงค์จากหน้าที่ไม่เกี่ยวข้อง


106. ข้อความรอบๆ ลิงค์google: อาจใช้ข้อความรอบ ๆ ลิงค์นั้นเพื่อตัดสินว่าลิงค์นั้นเป็นอย่างไร เพราะข้อความการเป็นคำแนะนำเว็บคุณ หรือเป็นการวิจารณ์เว็บคุณในแง่ร้าย ลิงค์ที่มีข้อความรอบๆ เป็นข้อความที่ดีย่อมส่งผลดีมากกว่า


107. คีย์เวิร์ดในหัวข้อ: google ชอบลิงค์ในหน้าที่มีคีย์เวิร์ดในหัวข้อเป็นพิเศษ (“Experts linking to Experts” ในที่นี้คำที่เป็นคีย์เวิร์ดคือ Experts) 


108. Link velocity: การที่เว็บเราได้ backlink เพิ่มหรือลด ย่อมหมายถึงเว็บคุณได้รับความนิยม การมี positive link velocity ย่อมเป็นผลดีกับเว็บของคุณ


109. negative link velocity: ตรงกันข้ามกับ positive link velocity การที่เว็บของคุณมีจำนวน backlink น้อยลงเมื่อเวลาผ่านไป หมายถึงการเสื่อมความนิยมของเว็บของคุณ


110. ลิงค์จากหน้าเว็บท่า:  การได้ลิงค์จากหน้าเว็บที่ google มองว่าเป็นเว็บข้อมูลชั้นดี หรือหน้าเว็บท่า ในหัวข้อเฉพาะจะได้รับการจัดอันดับที่ดีเป็นพิเศษ


111. ลิงค์จากเว็บ Authority: ลิงก์จาก “เว็บ authority” จะช่วยเพิ่มพลังให้เว็บคุณมากกว่าเว็บเล็กๆ ทั่วไป


112. การได้ลิงค์จากแหล่งอ้างอิงใน Wikipedia: แม้ว่าลิงค์เหล่านั้นจะเป็น no follow แต่หลายคนก็คิดว่าการได้ลิงค์จาก Wikipedia จะช่วยเพิ่ม trust และ authority ให้กับเว็บคุณในการจัดอันดับของ search engines.


113. คำที่ปรากฎรอบๆ: คำที่ปรากฎรอบ ๆ backlinks ของคุณจะช่วยให้ Google รู้ว่าหน้าเว็บคุณเกี่ยวกับอะไร


114. อายุ Backlink: สอดคล้องกับสิทธิบัตรของ Google ลิงค์ที่เก่าแก่กว่าจะให้พลังมากกว่าลิงค์ใหม่ๆ


115. ลิงค์จากเว็บจริง ๆ เทียบกับ Splogs: เนื่องจากการมีบล็อกเน็ตเวิร์คเพิ่มขึ้นจำนวนมาก Google จึงให้น้ำหนักมากกว่าจากลิงค์ที่มาจากเว็บจริงๆ จากบล็อกปลอมๆ


116. ลิงค์จากประวัติส่วนตัวที่เป็นธรรมชาติ: เว็บที่มีลิงค์ประวัติส่วนตัวเป็น “ธรรมชาติ” จะได้อันดับที่ดีและมั่นคงกว่าในการอัปเดต


117. การแลกเปลี่ยนลิงค์: Google “ห้ามทำการแลกเปลี่ยนลิงค์มากเกินไป” ซึ่งจะผลเสียต่ออันดับของเว็บไซต์คุณ


118. ลิงค์เนื้อหาที่ผู้ใช้สร้าง: Google สามารถแยกได้ว่าลิงค์มาจากผู้ใช้หรือเจ้าของสร้าง ตัวอย่างเช่น google รู้ว่าลิงค์ที่มาจากบล็อกทางการของ WordPress.com ที่ en.blog.wordpress.com นั้นจะแตกต่างจากลิงค์จากบล็อกชื่ออื่น ๆ ของ wordpress.com (ตัวอย่างเช่น besttoasterreviews.wordpress.com)


119. ลิงค์จากหน้า 301: ลิงค์จากหน้า 301 redirects อาจจะเสียพลังไปบ้างเมื่อเทียบกับลิงค์ตรงๆ อย่างไรก็ดี Matt Cutts บอกว่าลิงค์301 นั้นให้ผลคล้ายกับลิงค์ตรงๆ


120. Schema.orgMicroformats: หน้าที่รองรับรูปแบบ microformats อาจได้อันดับดีกว่าหน้าที่ไม่รองรับมัน Microformat ให้ค่า SERP CTR สูงกว่าดังรูป:

121. การติด DMOZ:หลายคนเชื่อว่า Google ให้เครดิตกับเว็บที่ติดใน DMOZ ว่าเป็นเว็บที่มีคุณภาพ

 

122. การติดในไดเรกทอรีของ Yahoo!: Google น่าจะมี algorithm ที่ให้ความสำคัญกับ Yahoo! Directory ดูจากการเป็นเว็บไดเรกทอรีมาอย่างยาวนาน ไม่แปลกที่เว็บที่ติดในนี้จะได้อันดับที่ดี

 

123.จำนวนของลิงค์ออกในหน้า:PageRank นั้นมีข้อจำกัด ดังนั้นลิงค์บนหน้าที่มีลิงค์ออกเป็นร้อยๆ ลิงค์ย่อมส่งพลังของ pagerank ต่อไปได้น้อยกว่าหน้าเว็บที่มีลิงค์ออกน้อยกว่า

 

124. ลิงค์ประวัติส่วนตัวฟอรั่ม: เพราะว่ามีการเพิ่มจำนวนสแปมค่อนข้างมาก Google จึงอาจจะลดความสำคัญของลิงค์จากหน้าประวัติส่วนตัวในฟอรั่มลง

 

125. จำนวนคำของลิงค์เนื้อหา:ลิงค์จากบทความหนึ่งพันคำย่อมให้ผลดีกว่าลิงค์จากหน้าบทความที่มีเพียงยี่สิบห้าคำ

 

126. คุณภาพของลิงค์เนื้อหา:ลิงค์จากหน้าบทความแย่ๆ อย่างบทความสปินที่อ่านไม่รู้เรื่อง จะไม่ส่งพลังคุณค่าให้มากเหมือนกับหน้าบทความที่มีการเขียนเรียบเรียงอย่างดี

 

127. ลิงค์ด้านข้างเว็บไซต์:Matt Cutts ยืนยันแล้วว่าลิงค์ด้านข้างเว็บไซต์ที่อยู่ทุกหน้าของเว็บนั้นจะถูก ”นับรวม” เป็นเพียงแค่ลิงค์เดียว​

การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้

128. อัตราการคลิกสำหรับ Keyword ในหน้าการค้นหา: หน้าที่ได้คลิกมากกว่าโดยมีค่า CTR สูงกว่าจะได้อันดับที่ดีขึ้นใน keyword นั้น

 

129. อัตราการคลิกสำหรับทุก Keywords:หน้าหรือเว็บไซต์ที่มีอัตราการกดคลิกสูงสำหรับทุก keywords จะถูกจัดอันดับให้ดีขึ้นโดยใช้หลักเกณฑ์ว่ามีคนสนใจมาก ก็น่าจะเป็นหน้าเว็บที่น่าสนใจ

 

130. ระยะเวลาการอยู่ในหน้าเว็บ: หลายคนเชื่อ ในขณะที่อีกหลายคนไม่เชื่อว่าระยะเวลาที่ผู้เยี่ยมชมอยู่ในหน้าเว็บจะส่งผลกับ SEO แต่มันอาจเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ google ใช้ในการจัดอันดับโดยใช้ผู้ใช้ของตัวเอง เป็นตัววัดคุณภาพของหน้าเว็บนั้นๆ เพราะถ้าหน้าเว็บไม่ดี คนจะรีบกดออกอย่างรวดเร็ว

 

131. ทราฟฟิกแบบตรง: มีการยืนยันแล้วว่า Google ใช้ข้อมูลจาก Google Chrome เพื่อกำหนดว่ามีหรือไม่มีผู้คนเยี่ยมชมเว็บไซต์ (และเยี่ยมชมบ่อยแค่ไหน) เว็บไซต์ที่มีการเปิดเข้าเว็บโดยตรงจะถูกมองว่าเป็นเว็บคุณภาพดีกว่าเว็บที่ถูกเปิดด้วยวิธีแบบอื่น

 

132. ทราฟฟิกซ้ำ:google มองว่าผู้เยี่ยมชมเว็บนั้น ได้กลับมาชมเว็บอีกหรือไม่ เว็บไซต์ที่มีผู้เยี่ยมชมเดิมๆ เข้ามาซ้ำจะมองว่าเป็นเว็บคุณภาพดี และได้รับการจัดอันดับที่ดี

 

133. เว็บที่ถูกปิดกั้น:Google ไม่ใช่สิ่งนี้แล้วใน Chrome อย่างไรก็ตาม Panda algorithm ใช้คำสั่งนี้ในการตัดสินว่าเป็นเว็บที่มีคุณภาพหรือไม่

 

134. Chrome Bookmarks: bookmark ใน Chrome อาจเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ google ใช้มาช่วยวัดคุณภาพของเว็บ

 

135. ข้อมูล Google Toolbar:มีรายงานว่า Google ใช้ข้อมูลทูลบาร์เป็นตัววัดคุณภาพเว็บด้วย อย่างไรก็ตาม จากที่เราเคยรู้มาว่า google เก็บเวลาในการโหลดหน้าเว็บและเว็บนั้นติด แต่ตอนนี้ก็ได้รู้เพิ่มว่า google เก็บข้อมูลของเว็บเพิ่มจาก toolbar ของตัวเอง

 

136. จำนวนความคิดเห็น: หน้าที่มีความเห็นจำนวนมาอาจจะบ่งบอกถึงการตอบสนองของผู้ใช้และคุณภาพของเว็บ

 

137. Dwell Time: Google ให้ความสนใจอย่างมากกับ “dwell time”: ผู้คนใช้เวลานานเท่าไหร่บนเว็บไซต์คุณเมื่อมาจากหน้าค้นหาของ google บางครั้งสิ่งนี้ก็ถูกเอาไปอ้างอิงถึงเปรียบเทียบ “long clicks” กับ “short clicks”ถ้าผู้คนใช้เวลาอยู่บนเว็บของคุณนาน ก็หมายถึงเว็บคุณเป็นเว็บคุณภาพ

กฎพิเศษของ Algorithm 

138. Query Deserves Freshness: Google ให้อันดับที่ดีสำหรับหน้าใหม่ๆ เนื้อหาใหม่ๆ ในผลการค้นหา สอดคล้องกับ caffeine algorithm แต่หลังๆ ก็โดนลดความสำคัญลง


139. Query Deserves Diversity: Google อาจจะเพิ่มความหลากหลายเข้าไปในผลลัพท์การค้นหาสำหรับคีย์เวิร์ดทั่ว ๆ ไปอย่างเช่นคำว่า “Ted”, “WWF” หรือ “ruby”


140. ประวัติการใช้เบราว์เซอร์ของผู้ใช้: เว็บไซต์ที่คุมเยี่ยมชมบ่อย ๆ ในขณะที่คุณเข้าสู่ระบบของ google จะได้รับการจัดอันดับที่ดีสำหรับการค้นหาของคุณ

 

141. ประวัติการค้นหาของผู้ใช้: ผลลัพธ์การค้นหาก่อนหน้าจะส่งผลต่อการค้นหาล่าสุด ตัวอย่างเช่นถ้าคุณค้นหา “reviews” แล้วค้นหาคำว่า “toasters” Google จะจัดอันดับเว็บที่มีคำว่า “toaster review” สูงขึ้นในผลการค้นหา


142. Geo Targeting: Google ให้ความสำคัญกับเว็บไซต์ที่มีไอพีเซิร์ฟเวอร์ในถิ่นที่อยู่แถบนั้นและดอทต่างๆ ที่มีประเทศลงท้าย


143. การค้นหาแบบปลอดภัย: การค้นหาแบบปลอดภัยจะปิดกั้นไม่ให้คำหยาบและเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมกับเยาวชนมาแสดง


144. Google+ Circles: Google แสดงอันดับที่สูงสำหรับผู้เขียนและเว็บไซต์ที่เราได้เพิ่มลงในแวดวง Google Plus ของเรา


145. การร้องเรียน DMCA: Google จะลดอันดับของหน้าเว็บที่ถูกร้องเรียนเกี่ยวกับ DMCA


146. ความหลากหลายของโดเมน: ดูเหมือนว่าจะมี algorithm ที่ชื่อว่า Bigfoot Update ที่จะทำการเพิ่มหน้าโดเมนต่างๆ เน้นที่ความหลากหลายในหน้าการค้นหามากขึ้นทำให้ หน้ารองๆ ของเว็บอันดับต้นๆ ได้อันดับดีกว่า หน้าหลักของเว็บรองๆ


147. การค้นหาคีย์เวิร์ดสินค้า: บางครั้ง Google จะแสดงผลลัพธ์สำหรับคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวกับสินค้าหรือการขายของในรูแบบที่แตกต่างออกไป


148. การค้นหาท้องถิ่น:Google มักจะใส่ผลการค้นหาท้องถิ่นของ Google+ Local results ลงในหน้าผลลัพธ์การค้นหาทั่วๆ ไป​

149. Google News Box: การค้นหาบางคีย์เวิร์ด google อาจจะแสดงผลลัพธ์ข่าวของ google ที่เกี่ยวกับคีย์เวิร์ดนั้นในบางครั้ง​

150. ความให้ความสำคัญกับยี่ห้อดังๆ:Algorithm ที่ชื่อว่า Vince ที่ถูกเพิ่มขึ้นมาในปี 2009 ไม่ได้ทำให้อันดับเปลี่ยนแปลงมาก แต่มันให้ความสำคัญกับยี่ห้อดังๆ โดยทำให้หน้าเว็บยี่ห้อดังๆ ติดอันดับในคำที่ niche มากขึ้น

 

151. ผลลัพธ์สินค้า: บางครั้ง google แสดงผลลัพธ์สินค้า (Google Shopping results) ในการค้นหา​

152. ผลการค้นหาแบบรูปภาพ: บางครั้ง Google แทรกผลการค้นหาของเราด้วยผลลัพธ์การค้นหารูปที่ถูกดูมากที่สุดบนการค้นหาแบบรูปภาพ

 

153. การค้นหาแบบ Easter Egg: Google มีการค้นแบบ Easter Egg อยู่สิบกว่าอย่าง ยกตัวอย่างเช่นเมื่อคุณค้นหาคำว่า ”Atari Breakout” ในการค้นหาแบบรูปภาพ ผลลัพธ์การค้นหาจะกลายเป็นการเริ่มเล่นเกมส์นี้การค้นหาแบบรูปภาพ หาคำว่า “Atari Breakout”การค้นหาแบบเว็บ “Zerg rush”, “do a barrel roll”, “blink html”

 

154. ผลการค้นหาแสดงเว็บไซต์เดียวสำหรับยี่ห้อ: คีย์เวิร์ดที่เป็นชื่อเว็บหรือยี่ห้อจะทำให้เกิดผลการค้นหาจากเว็บเดียวกันหลายๆ หน้า​

สัญญาณทางสังคม

155. จำนวนครั้งที่ทวีต: คล้ายกันกับลิงค์ การทวีตหน้าจะช่วยเพิ่มอันดับใน Google


156. บัญชีของผู้ใช้ Twitter ที่มีชื่อเสียง: เหมือนกันการทวีตจากหน้าผู้ใช้ที่สร้างมานานแล้ว หรือหน้าของผู้ใช้ที่มีชื่อเสียงอย่างดารา นักร้องดังๆ ที่มีผู้ติดตามจำนวนมากจะมีอิทธิพลสูงกว่าทวีตจากหน้าของผู้ใช้ใหม่


157. จำนวนการไลค์ในเฟซบุ๊ค : แม้ว่า Google จะไม่สามารถเห็นบัญชี Facebook แต่ละบัญชี แต่ google ก็คำนึงถึงจำนวนไลค์ใน facebook มาช่วยในการจัดอันดับด้วย แม้ว่าจะไม่มีผลมาก


158. การแบ่งปันใน Facebook:การแชร์โพสต์ใน Facebook — เพราะว่ามันคล้ายคลึงกับการสร้าง backlink ดังนั้นการแชร์ใน facebook นั้นได้ผลดีกว่าการมีไลค์ใน facebook


159. หน้าผู้ใช้ที่มีชื่อเสียง: เหมือนกับ Twitter การแชร์ใน Facebook shares และการไลค์จากหน้าใน facebook ที่ได้รับความนิยมมาก ย่อมให้ผลดีกว่าหน้าทั่วๆ ไป


160. Pinterest Pins: Pinterest เป็นโซเชียลมีเดียที่ได้รับความนิยมอย่างมาก และมีข้อมูลสาธารณะเป็นจำนวนมาก จึงดูเหมือนว่า google จะให้ความสำคัญกับ Pinterest Pins เป็นโซเชียลมีเดียที่สำคัญในการจัดอันดับ


161. การโหวตบนเรื่องที่แบ่งปันบนเว็บสื่อสังคมหรือโซเชียล: ดูเหมือนว่า Google ใช้การแบ่งปันบนเว็บอย่าง Reddit, Stumbleupon และ Digg เป็นตัวชี้วัดหนึ่งเรื่องความนิยมทางสังคมออนไลน์


162. จำนวนของ Google+1′s:แม้ว่า Matt Cutts จะบอกว่า Google+ ไม่มีผลโดยตรงกับการจัดอันดับ มันก็ยากที่จะเชื่อถือ เพราะว่า google ให้ความสำคัญกับเว็บโซเชียลอื่น แล้วทำไม google จะไม่ให้ความสำคัญกับเว็บโซเชียลที่ตัวเองเป็นเจ้าของอย่าง Google Plus


163. บัญชีผู้ใช้ Google+ ที่มีชื่อ: ดูเหมือนว่าการกด +1 ใน google plus จากบัญชีผู้ใช้ที่มีชื่อจะส่งผลดีมากกว่าการกดของบัญชีที่มีผู้ติดตามน้อยกว่า


164. การยืนยันความเป็นผู้เขียนบน google plus (Google+ Authorship):ในเดือนกุมภาพันธ์ 2013 อีริค ชมิดท์ ซีอีโอของ Google ได้อ้างว่า:
“ภายในผลลัพธ์การค้นหา ข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับประวัติส่วนตัวที่ทำการยืนยันออนไลน์แล้วจะได้รับอันดับที่ดีกว่าบทความทั่วๆ ไปที่ยังไม่มีการยืนยันตัวตน การยืนยันผู้เขียนจึงเป็นการบอกถึงคุณภาพของเว็บ


165. การชี้วัดการเกี่ยวข้องทางสังคม:Google อาจจะใช้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกันจากบัญชีผู้ใช้ที่ทำการแบ่งปันบทความและข้อความรอบๆ ลิงค์


166. การได้รับการวัดว่าเป็นเว็บที่ดีจากโซเชียลต่างๆ:  จะช่วยเพิ่ม authority ให้กับทั้งเว็บ ซึ่งจะช่วยอันดับในหน้าเว็บทั้งหมดของเว็บนั้น​

สัญญาณของแบรนด์

167. anchor text ลิงค์ที่เป็นชื่อยี่ห้อ: นั้นสั้นๆ เรียบง่าย แต่ให้ผลดีอย่างยิ่ง


168. การค้นหาตรายี่ห้อเฉพาะ: (ตรายี่ห้อ หรือชื่อเว็บไซต์) เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ง่ายๆ ว่าเมื่อผู้คนค้นหาตรายี่ห้อ หรือค้นหาชื่อเว็บคุณบน google (ตัวอย่างเช่น “WordThai” + “keyword”) Google จะให้ความสำคัญกับเว็บของตรายี่ห้อนั้นหรือเว็บที่เป็นเจ้าของชื่อเว็บนั้นเป็นพิเศษ


169. เว็บไซต์ที่มีหน้าเฟซบุ๊คและจำนวนไลค์ที่มาก: จะได้รับการจัดอันดับที่ดี


170. เว็บไซต์ที่โปรไฟล์ Twitter Profile: ที่มีผู้ติดตามจำนวนมากแสดงว่าเป็นเว็บที่ได้รับความนิยม


171. หน้า Linkedin อย่างเป็นทางการของบริษัท: บ่งบอกถึงความมีตัวตนจริงๆ ของธุรกิจนั้นๆ สร้างความน่าเชื่อถือให้เว็บ


172. รายชื่อลูกจ้างบนหน้าเว็บ Linkedin: หน้าประวัติส่วนตัวของผู้ใช้ที่ยืนยันทำงานอยู่บริษัทนั้น ช่วยทำให้หน้าเว็บบริษัทมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น


173. การเคลื่อนไหวของบัญชีโซเชียลมีเดีย: มันคงดูเป็นเรื่องแปลกที่บัญชีในเว็บโซเชียลที่มีคนติดตามมากกว่าหนึ่งหมื่นคน แต่มีเพียงสองโพสต์ ดังนั้นเว็บที่มีผู้ติดตามมากและมีความสัมพันธ์กับผู้ติดตามมากๆ เช่นการโพสต์เรื่องจะช่วยเรื่องอันดับได้ดีกว่า


174. การเอ่ยถึงชื่อยี่ห้อบนเว็บไซต์ข่าว: เว็บยี่ห้อดัง ๆ มักจะถูกเอ่ยถึงในเว็บข่าวของ google อยู่เรื่อยๆ ในความจริงแล้วยี่ห้อดังๆ บางยี่ห้อ มี feed ข่าว google ของตัวเองบนหน้าแรกด้วยซ้ำไป

175. การอ้างอิงร่วม: ยี่ห้อจะได้รับการพูดถึงเมื่อปราศจากลิงค์ส่งไปหามัน Google ชอบการไม่ทำ hyperlink ไปยังยี่ห้อนั้น

 

176. จำนวนของสมาชิกรับข่าว RSS: การที่ Google เป็นเจ้าของบริการ RSS ที่มีชื่อเสียงอย่าง Feedburner จึงดูเหมือนว่า google จะให้ความสำคัญกับจำนวนสมาชิกรับข่าว RSS ว่าเว็บนั้นได้รับความนิยม

 

177 ธุรกิจที่ลงที่อยู่ในรายชื่อ Google+ ท้องถิ่น: ธุรกิจที่แท้จริงต้องมีที่อยู่ออฟฟิตแน่นอน มันเป็นไปได้ที่ google จะให้น้ำหนักกับธุรกิจที่ลงที่อยู่ในรายชื่อ Google plus ท้องถิ่น

 

178. เว็บไซต์เป็น Website is Tax Paying Business: รายงานของ SEOMoz ว่า Google อาจจะดูว่าเว็บนั้นเป็นธุรกิจที่มีการจ่ายภาษีหรือไม่ ซึ่งเป็นการยืนยันตัวตนที่ดี

ปัจจัยด้านOn-Site WebSpam

179. การลงโทษของแพนด้า: เว็บไซต์ที่มีบทความคุณภาพต่ำ (อย่างเช่นบทความที่สร้างขึ้นมั่วๆ) จะถูกเมินหลังจากได้รับการลงโทษตาม algorithm Panda

 

180. การลิงก์ไปยังเว็บแย่ๆ : การลิงค์ไปเว็บโป๊ การพนัน ผิดกฎหมายต่างๆ หรือเว็บขายยาหรือพวก payday load จะทำให้อันดับเว็บของคุณแย่ลง

 

181. การรีไดเรค: การรีไดเรคแบบโกงๆ เพื่อหวังผลนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง เพราะถ้า google จับได้ ไม่ใช่แค่โดนลงโทษ แต่จะโดนแบนทันที

 

182. หน้าต่างป็อบอัพ หรือโฆษณาบังหน้าเว็บ : คู่มือแนะนำเว็บไซต์ของ google บอกว่าหน้าต่างป็อปอัพและโฆษณาที่ขึ้นมาบังหน้าเว็บบ่งบอกว่าเว็บนั้นมีคุณภาพต่ำ

 

183. เว็บที่ทำ SEO มากเกินไป: หน้าเว็บที่มีจำนวนคีย์เวิร์ดมากเกินไป การใส่คีย์เวิร์ดลงในส่วนหัวเยอะ ๆ หรือการใช้ คีย์เวิร์ดบ่อยครั้ง อาจะได้รับผลเสีย

 

184. หน้าที่ทำ SEO มากเกินไป: เพนกวินนั้นทำงานต่างกับแพนด้า โดยที่มันจะวิเคราะห์เป็นมาก ไม่เหมือนกับแพนด้าที่วิเคราะห์เป็นเว็บ

 

185. โฆษณามากเกินไป:Algorithm รูปแบบเว็บ จะลงโทษเว็บไซต์ที่มีโฆษณาจำนวนมาก และมีเนื้อหาอยู่น้อย186. การซ่อนลิงก์ Affiliate : การซ่อน affiliate links โดยเฉพาะการ cloaking จะทำให้ถูกลงโทษ

 

187. เว็บ Affiliate:เป็นที่รู้กันดีว่า google ไม่ชอบเว็บ affiliates และหลายๆ คนก็เชื่อว่าเว็บที่มีลิงค์affiliates จะถูกจัดอันดับต่ำกว่าความเป็นจริง

 

188. บทความที่สร้างขึ้นมั่วๆ :Google เกลียดบทความที่สร้างขึ้นมั่วๆ หรือใช้โปรแกรมสร้างขึ้น ถ้าพวกเขาสงสัยว่าเว็บของคุณผลิตบทความที่ไม่ได้เขียนเอง อาจจะถูกลงโทษหรือโดนแบน

 

189. การตั้งใจทำ PageRank มากเกินไป: ไม่ว่าจะเป็นการใช้ no follow สำหรับลิงค์ออกทั้งหมด หรือลิงค์ภายในส่วนใหญ่ อาจเป็นสัญญาณว่าคุณพยายามที่จะโกงระบบที่ google คิดค้นขึ้น

 

190. ไอพีแอดเดรส ที่ถูกระบุว่าเป็นแสปม: ถ้าไอพีของเครื่องเซิร์ฟเวอร์ของคุณถูกระบุว่าเป็นสแปม มันจะส่งผลเสียกับเว็บทั้งหมดที่อยู่บนเซิร์ฟเวอร์นั้น

 

191. การสแปม Meta Tag:การฝังคีย์เวิร์ดในส่วนของ meta tags ถ้า Google คิดว่าคุณใส่ keyword มากเกินไปที่ meta tag google อาจจะลงโทษเว็บไซต์ของคุณ​

ปัจจัยด้าน Off Page Webspam

192. การเพิ่มจำนวนอย่างมากของลิงค์:บ่งบอกความไม่เป็นธรรมชาติ ซึ่ง google จะลงโทษเว็บไซต์ของคุณ

 

193. บทลงโทษของเพนกวิน: เว็บไซต์ที่เพนกวินลงโทษจะแทบหาไม่เจอเลยในหน้าการค้นหา

 

194. ลิงค์จากหน้าประวัติส่วนตัวที่มี % ว่าเป็นลิงก์ด้อยคุณภาพ: ลิงค์ส่วนใหญ่ที่คนทำ SEO ใช้กันอย่างเช่นลิงค์จากความคิดเห็นหรือประวัติส่วนตัว เป็นตัวบ่งชี้ว่าคุณพยายามโกงระบบอยู่

 

195. การลิงค์ถึงเว็บที่เกี่ยวข้องกัน: การวิเคราะห์ที่ได้รับการเชื่อถือของเว็บไซต์ MicroSiteMasters.com บอกว่าเว็บที่มีลิงค์จำนวนมากจากเว็บที่ไม่เกี่ยวข้องกันจะถูกเพนกวินลงโทษ​

196. คำเตือนลิงค์ไม่เป็นธรรมชาติ:Google ส่งข้อความหลายพันคำเตือนใน Google Webmaster Tools ซึ่งถ้าไม่แก้ไขจะทำให้อันดับหล่นลง แม้ว่าจะไม่ยืนยัน 100%

 

197. ลิงค์จาก IP Class C เดียวกัน: การได้ลิงค์จากหลาย ๆ เว็บไซต์ที่อยู่บนไอพีเดียวกัน เป็นตัวบอกว่าคุณกำลังสร้างลิงค์จากเน็ตเวิร์คของตัวเอง

 

198. ลิงค์anchor text “ที่เป็นพิษ”:การมีลิงค์anchor text “ที่เป็นพิษ” (ตัวอย่างเช่นคีย์เวิร์ดกลุ่ม pharmacy) จะบอกว่าเว็บคุณเป็นเว็บสแปม ถูกสแปม หรือโดนแฮก ซึ่ง google จะทำการลดอันดับเว็บของคุณ

 

199. การลงโทษจากพนักงาน google เอง: การลงโทษส่วนใหญ่เกิดจาก algorithm ของ google แต่ถ้ามีการร้องเรียนและพนักงาน Google พบว่าทำความผิดจริง แม้ว่าจะไม่ขัดกับ algorithm ของ google พนักงาน google ก็จะทำการลงโทษเว็บนั้นโดยตรง

 

200. การขายลิงค์: การขายลิงค์นั้นจะลด pagerank ของคุณและการส่งผลเสียกับการจัดอันดับเว็บไซต์ของคุณ

 

201. Google Sandbox:เว็บไซต์ใหม่ๆ ที่มีลิงค์เพิ่มขึ้นจำนวนมาก จะถูกเก็บไปไว้ใน Google Sandbox ซึ่งเว็บที่โดน google sandbox นั้น จะแทบไม่ปรากฎในหน้าการค้นหาของ google

 

202. Google Dance: การที่อันดับใน google ไม่นิ่งหรือที่เรียกกันว่า Google Dance จะส่งผลให้อันดับเว็บในหน้าการค้นหานั้นขยับเปลี่ยนแปลงไปมาอยู่ตลอดในเวลาอันสั้น เป็นกระบวนการที่ google กำลังตัดสินใจเว็บไหนที่กำลังจะโกงระบบของ google อยู่

 

203. Disavow Tool:การใช้ Disavow Tool บน google อาจจะช่วยลบการถูกลงโทษของเว็บที่ทำ SEO ที่แย่ๆ ออกไปได้ แต่คุณต้องแก้ไขเว็บคุณให้ถูกต้องด้วย

 

204.การส่งคำขอให้พิจารณาใน google:การส่งคำขอที่ได้รับการตอบรับจะช่วยลบการลงโทษออกไป​

 

ที่มา : http://backlinko.com/google-ranking-factors 

ปัจจัย 200 ข้อกับการจัดอันดับของ Google ฉบับเต็ม

02 026 3796, 085 914 2954

รับทำเว็บไซต์ รับออกแบบเว็บไซต์ ออกแบบเว็บไซต์ รับจัดทำเว็บไซต์ รับทำเว็บ SEO

ปรึกษาทีมงาน ฟรี​

กดส่งฟอร์มถึงทีมงาน​

Name/ชื่อ:​

This field is required.

Name/ชื่อ:​

This field is required.

Name/ชื่อ:​

This field is required.

Name/ชื่อ:​

This field is required.

ปรึกษาทีมงานฟรี

กดส่งฟอร์มถึงทีมงาน

ชื่อ - นามสกุล​

This field is required.

ขอบคุณค่ะ

แบบฟอร์มได้ส่งถึงทีมงาน GeniusGraphic เรียบร้อยแล้วค่ะ

 

 

เบอร์โทรศัพท์

This field is required.

อีเมล์ติดต่อกลับ

This field is required.

รายละเอียดธุรกิจของคุณ

This field is required.

คุณอาจจะรู้อยู่แล้วว่า Google ใช้ปัจจัย 200 ข้อกับการจัดอันดับใน Algorithm หรือระบบชุดคำสั่งขนาดใหญ่ที่ใช้ในการจัดอันดับบน Search Engine แต่มันคืออะไรกันแน่ล่ะ? วันนี้คุณมาถูกที่แล้ว เพราะว่าเราได้รวบรวมมาให้เป็นรายข้อในฉบับเต็ม บางส่วนก็ได้พิสูจน์มาแล้ว

บางส่วนก็ยังเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอยู่ อื่นๆ น่าจะเป็นการคาดการณ์ของเนิร์ดด้านSEO แต่ทั้งหมดรวมอยู่ที่นี่แล้ว

 

ปัจจัยเรื่องโดเมน

1. อายุของโดเมน:ในวิดิโอนี้ Matt Cutts กล่าวว่า:

“ความแตกต่างระหว่างโดเมนที่มีอายุ 6 เดือนกับ 1 ปีแทบไม่แตกต่างอะไรกัน”

พูดอีกอย่างหนึ่งคือ อายุของโดเมนส่งผลต่อการจัดอันดับ…แต่อาจไม่ใช่สิ่งสำคัญมากนัก

 

2. คีย์เวิร์ดที่ปรากฏในนามสกุลโดเมนหรือTLD:  ไม่ได้ช่วยทำอันดับเหมือนอย่างที่เคยเป็น แต่การที่มีคีย์เวิร์ดทุกตัวในโดเมนยังคงทำให้คนจดจำ อย่างไรก็ตามยังมีคีย์เวิร์ดที่มีการทำตัวอักษรให้เป็นตัวหนาที่ปรากฏในชื่อโดเมน

 

3. คีย์เวิร์ดที่เป็นคำแรกในโดเมน: โดเมนที่ขึ้นต้นด้วยคีย์เวิร์ดเป้าหมายที่เล็งไว้ให้อยู่อันดับแรกของ Google นั้นจะมีการจัดอันดับที่ดีกว่าโดเมนที่ไม่มีทั้งคีย์เวิร์ดในโดเมนเลยหรือมีคีย์เวิร์ดไว้กลางๆ หรือด้านหลังของโดเมน

 

4. ความนานของการจดอายุโดเมน: ในสิทธิบัตรของ Google กล่าวว่า:

“โดเมนที่มีค่าหรือโดเมน (ที่น่าเชื่อถือ) นั้นจะจ่ายเงินค่าโดเมนล่วงหน้าเป็นเวลาหลายปี ขณะที่โดเมนใช้แล้วทิ้ง (ที่ไม่น่าเชื่อถือ) น้อยมากที่จะจดอายุโดเมนมากกว่า 1 ปี เพราะฉะนั้นวันที่โดเมนหมดอายุในอนาคตจะเป็นปัจจัยทำนายความน่าเชื่อถือของโดเมนนั้น”

 

5. คีย์เวิร์ดในชื่อโดเมนย่อย (Subdomain): ในปี 2011 Mozz ยอมรับว่าคีย์เวิร์ดที่ปรากฏในโดเมนย่อยนั้นช่วยเพิ่มการจัดอันดับได้: